ทำความรู้จัก 3 ประเภทสินค้าในระบบ XSelly
เวลาขายของออนไลน์ผ่านระบบจัดการร้านค้า XSelly หลายคนอาจสงสัยว่า “สินค้าเซต”, “สินค้าเดี่ยว” และ “สินค้าประกอบ” ต่างกันยังไง? แล้วควรเลือกใช้แบบไหนถึงจะเหมาะกับร้านเรา? วันนี้เราจะพามาแยกให้ชัด พร้อมยกตัวอย่างการใช้งานจริงกัน
1. สินค้าเดี่ยว (Single Product)
คืออะไร:
สินค้าชนิดเดียวที่ขายแยก เช่น เสื้อยืด 1 ตัว, ลิปสติก 1 แท่ง, หรือเคสโทรศัพท์ 1 ชิ้น
การใช้งานใน XSelly:
- ใช้ง่ายที่สุด เหมาะกับสินค้าทั่วไปที่ไม่มีตัวเลือกซับซ้อน
- สามารถตั้งราคา, สต๊อก และรูปภาพเฉพาะของสินค้านั้นได้เลย
การจัดการสต๊อก:
ระบบจะนับจำนวนตรง ๆ เช่น มี 50 ชิ้น ขายไป 1 ก็เหลือ 49
ควรใช้เมื่อ:
- เป็นสินค้าชิ้นเดียว ไม่ต้องประกอบหรือแยกส่วน
- ร้านใหม่ ๆ ที่เริ่มขายของไม่ซับซ้อน
ตัวอย่าง:
ร้านขายเสื้อ Oversize แต่ละสี แต่ละไซซ์ เป็นสินค้าเดี่ยวทั้งหมด
2. สินค้าเซต (Product Set)
คืออะไร:
สินค้าที่รวมหลายชิ้นมาขายเป็น “เซตเดียว” เช่น เซตสกินแคร์ (โฟมล้างหน้า + โทนเนอร์ + ครีม)
การใช้งานใน XSelly:
- ใช้สำหรับจัดโปร เช่น “ซื้อ 3 ชิ้นลดพิเศษ”
- ตั้งชื่อเซต, ราคา, และรูปแยกจากสินค้าเดี่ยวได้
- เมื่อขายสินค้าเซต ระบบจะตัดสต๊อกของสินค้าที่อยู่ในเซตให้อัตโนมัติ
การจัดการสต๊อก:
- ระบบจะลิงก์กับสต๊อกของสินค้าที่อยู่ในเซต เช่น เซต A ประกอบด้วย สินค้าเดี่ยว 3 ชิ้น → ขาย 1 เซต ระบบจะตัดสต๊อกสินค้าเดี่ยวทีละ 1 ชิ้นจากแต่ละประเภท
ควรใช้เมื่อ:
- ต้องการเพิ่มยอดขายด้วยการจัดโปร “ซื้อเป็นเซตคุ้มกว่า”
- เหมาะกับแคมเปญลดราคา, ของขวัญ, หรือโปรโมชั่นช่วงเทศกาล
ตัวอย่าง:
ร้านเครื่องสำอางจัดเซต “สวยครบหน้า” = ลิป + รองพื้น + แป้งพัฟ ขายรวมราคาพิเศษ
3. สินค้าประกอบ (Assembled Product)
คืออะไร:
สินค้าแบบ “ประกอบหลายส่วน” เช่น โต๊ะที่มีขา + หน้าโต๊ะ หรือคอมพิวเตอร์ที่เลือกชิ้นส่วนได้
การใช้งานใน XSelly:
- ใช้สำหรับสินค้าที่ต้องประกอบหลายส่วนก่อนขาย
- แต่ละส่วนสามารถเป็นสินค้าหลักในระบบได้ และเมื่อขายจะตัดสต๊อกเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้อง
การจัดการสต๊อก:
- ระบบจะอิงจากสต๊อกของแต่ละชิ้นส่วน เช่น สินค้าประกอบ “โต๊ะไม้” ใช้หน้าโต๊ะ 1 ชิ้น + ขาโต๊ะ 4 ขา → ขาย 1 โต๊ะ ระบบจะตัดสต๊อกตามนั้น
ควรใช้เมื่อ:
- ขายสินค้าที่ต้องเลือกชิ้นส่วน เช่น สินค้า DIY, เฟอร์นิเจอร์, หรือเครื่องคอมพิวเตอร์
- เหมาะกับร้านที่มีสินค้าซับซ้อนและต้องการควบคุมสต๊อกอย่างละเอียด
ตัวอย่าง:
ร้านขายเก้าอี้ออฟฟิศ ลูกค้าสามารถเลือก “โครงสีดำ” กับ “เบาะหนังแท้” หรือ “เบาะผ้า” → ระบบจะตัดสต๊อกตามวัสดุที่เลือก
4. การแยกสินค้าประกอบ (Component Separation)
คืออะไร
คือการ “แยกสินค้าประกอบออกเป็นสินค้าย่อย” เพื่อขายแยกแต่ละชิ้นได้โดยไม่ต้องสร้างใหม่
เช่น แต่เดิมเรามี “โต๊ะ SmartDesk” แบบประกอบ แต่ต้องการขายเฉพาะ “หน้าโต๊ะไม้โอ๊ค” แยกออกมาขายเดี่ยว ๆ
การใช้งานใน XSelly
- ใช้ฟังก์ชัน “แยกสินค้าประกอบ” จากหน้ารายการสินค้า
- ระบบจะสร้างสินค้าใหม่ (SKU ใหม่) แยกออกมาจากสินค้าหลักโดยอัตโนมัติ
- สามารถกำหนดราคาใหม่, สต๊อกใหม่ และรูปแยกได้
การจัดการสต๊อก
- เมื่อขายสินค้าที่แยกออกมา ระบบจะลดจำนวนในสินค้าหลักตามสัดส่วนที่กำหนด
- เหมาะกับร้านที่ต้องการเพิ่มช่องทางขายจากสินค้าหลัก
ควรใช้เมื่อ
- ต้องการขายชิ้นส่วนของสินค้าหลัก
- อยากให้ลูกค้าเลือกซื้อเฉพาะบางส่วนโดยไม่ต้องซื้อทั้งชุด
ตัวอย่าง
ร้านขายเก้าอี้ออฟฟิศ — แยก “ล้อเก้าอี้”, “พนักพิง”, “เบาะนั่ง” ออกมาขายแยกได้
สรุปเปรียบเทียบสินค้า 4 ประเภทใน XSelly
| ประเภทสินค้า | ลักษณะการใช้งาน | ระบบสต๊อก | เหมาะกับร้านแบบไหน | ตัวอย่าง |
|---|---|---|---|---|
| สินค้าเดี่ยว | ขายสินค้าชิ้นเดียว | ตัดตรงตามจำนวน | ร้านทั่วไป | เสื้อผ้า, เคสมือถือ |
| สินค้าเซต | รวมสินค้าหลายชิ้นเป็นชุดเดียว | ตัดสต๊อกของทุกชิ้นในเซต | ร้านโปรโมชั่น / ชุดของขวัญ | เซตสกินแคร์, เซตของใช้ |
| สินค้าประกอบ | สินค้าหลักที่เกิดจากหลายส่วนย่อย | ตัดสต๊อกตามส่วนประกอบ | ร้านเฟอร์นิเจอร์ / อุปกรณ์ DIY | โต๊ะ, คอมพิวเตอร์ |
| แยกสินค้าประกอบ | แยกส่วนประกอบออกมาขายแยก | สต๊อกเชื่อมโยงกับสินค้าหลัก | ร้านที่ขายอะไหล่ / ชิ้นส่วน | เบาะเก้าอี้, ล้อเก้าอี้ |